ค้นหาบล็อกนี้

กำลังโหลด...

วันพฤหัสบดีที่ 27 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2557

รายการบริจาควัดพระบาทน้ำพุ

จากน้ำใจผู้ที่มารับการบำบัดครั้งที่ 1 ได้ร่วมกันบริจาคช่วยเหลือผู้ป่วยที่วัดพระบาทน้ำพุ ผมขอขอบคุณทุกท่านมากครับ ผมจะแจ้งเลขที่ และยอดบริจาค (ผมหวังว่าทุกท่านคงจำเลขที่ตัวเองได้นะครับ)
หากยอดใดไม่ตรง กรุณาแจ้งผมด้วยนะครบ

เลขที่     ยอดบริจาค
1            500
2            900
3            200
4            200
5            1,200
6            1,000
7            200
8            500
9            500
10          500
11          3,000
12          150
13          100
14          200
15          100
16          100
17          1,000
18          500
19          300
20          1,000
21          200
22          500
23          1,000
24          400
25          500
26          1,000
27          500
28          300
29          200
30          500
31          500
32          300
33          500
34          เลขที่ 34 ไม่มี
35          100

รวม        18,650 บ.

ผมได้โอนไปที่ ธ. ไทยพานิช เลขที่บัญชี 579-233-7307 ชื่อบัญชี กองทุนอาทรประชานาถ
ด้วยผลบุญนี้ ผมขอให้ทุกท่านมีสุขภาพแข็งแรง หายจากโรคภัยทั้งปวง

ดร. ภากร  ปราชญากิจ



วันอังคารที่ 11 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2557

วันศุกร์ที่ 7 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2557

วันที่

ขอให้ทุกท่าน เคลียร์วันที่ 25 กพ 2014 ไว้นะครับ ผมจะทำการบำบัดให้ที่ กทม
ผมจะแจ้งสถานที่ และ เวลา อีกครั้ง
อ.วุธ

วันศุกร์ที่ 20 กันยายน พ.ศ. 2556

การวินิจฉัยโรคเริม

การวินิจฉัยโรคเริม 
ในกรณีที่ประวัติและอาการแสดงชัดเจน มักจะเพียงพอที่จะให้การวินิจฉัย แต่ถ้าอาการไม่ชัดเจน  การยืนยันการวินิจฉัยทางห้องปฎิบัติการมีความสำคัญมาก ได้แก่
1. การตรวจย้อมดูเซลล์ซึ่งมีเชื้อ โดยการย้อมพิเศษ เช่น Giemsa
2. การตรวจดูเซลล์วิธี Papanicolaou  มีความแม่นยำประมาณ 60 %
3. การย้อมอิมมูโนฟลูออเรสเซนต์จากแผล เป็นวิธีการใหม่ซึ่งได้ผลเร็ว และมีความแม่นยำสูง แต่ทำยากต้องอาศัยเครื่องมือพิเศษซึ่งแพงและค่าตรวจแพง พอสมควร แต่วิธีนี้อาจจะมีประโยชน์และความสำคัญสูงสุดในการวินิจฉัยโรคเริมโดยเฉพาะในหญิงตั้งครรภ์ 
4.  การตรวจเลือดสำหรับวัดแอนติบอดี 
5. การเพาะเชื้อ สำหรับไวรัสเฮอร์ปีสต้องอาศัยวิธีการพิเศษ ซึ่งยุ่งยากและแพงมาก แต่เป็นวิธีที่มีความแม่นยำสูงมาก ในปัจจุบันมีห้องปฏิบัติการเพียง 2-3 แห่งเท่านั้นที่สามารถเพาะเลี้ยงไวรัสชนิดนี้ได้ และทำเป็นงานวิจัยเท่านั้น

วันอาทิตย์ที่ 3 มิถุนายน พ.ศ. 2555

ความแตกต่างระหว่างงูสวัด กับ เริม



สรุปข้อแตกต่างของโรคเริมและโรคงูสวัด
เริมงูสวัด
1. เกิดจากเชื้อไวรัส H. simplex1. เกิดจากเชื้อไวรัส Varicella-zoster virus
2. กลุ่มของตุ่มน้ำใส ไม่เรียงตามแนวเส้นประสาท2. กลุ่มของตุ่มน้ำใส
เรียงตัวตามแนวประสาท (dermatome)
3. กลับเป็นซ้ำได้อีก3. เป็นครั้งเดียว มักไม่กลับมาเป็นซ้ำอีก
4. อาการเจ็บแสบเล็กน้อยกว่ามาก4. อาการปวดแสบร้อนรุนแรงกว่ามาก
5. ไม่มีอาการปวดดังกล่าว5. อาจมีอาการปวดตามแนวเส้นประสาท ในภายหลังได้ (post herpetic neuralgia)

ที่มา ; http://www.elib-online.com/doctors/std_herpers1.html

งูสวัด (Herpes zoster)


โรคงูสวัด (Herpes zoster) 
โรคงูสวัด เกิดจากเชื้อไวรัสชื่อ "วีแซดวี" (varicella-zoster virus) เป็นคนละโรคกับโรคเริม คนที่เป็นโรคงูสวัด จะต้องเคยเป็นอีสุกอีใสมาก่อน เมื่อภูมิต้านทานอ่อนแอลง จึงกลายเป็นโรคงูสวัด และโรคงูสวัดจะเป็นเพียงครั้งเดียวเท่านั้นในชีวิตนี้ ซึ่งต่างกับโรคเริมที่จะกลับมาเป็นซ้ำได้อีก
(ยกเว้น ผู้ที่มีความต้านทานต่ำมาก ๆ เช่น เอดส์ ฯลฯ อาจกลับมาเป็นโรคงูสวัดซ้ำได้อีก)
ลักษณะผื่น
ระยะแรกจะรู้สึกปวดแสบ ปวดร้อน หรือคันบริเวณที่เป็น
ต่อมา 1-2 วัน จะเห็นมีกลุ่มของตุ่มน้ำใสเกิดขึ้น อยู่บนพื้นผิวหนังที่มีสีแดง และกลุ่มของตุ่มน้ำใสนี้จะวางเรียงตัวกันเป็นเส้นตามแนวของเส้นประสาทที่ผิวหนัง (ตามแนว dermatome) เพราะฉะนั้น จะเห็นเป็นขวางตามลำตัวด้านหน้า ด้านหลัง รอบเอว ตามแนวเส้นประสาทตามยาวที่แขนและขา หรือตามแนวเส้นประสาทที่บริเวณใบหน้า นัยน์ตา หู ศีรษะ เป็นต้น
งูสวัด ไม่สามารถจะพันตัวเรา จนครบรอบเอวได้เพราะแนวเส้นประสาทของตัวเรา จะมาสิ้นสุดที่บริเวณกึ่งกลางลำตัวเท่านั้น ในคนธรรมดาที่มีภูมิต้านทานปกติงูสวัดจะไม่ลุกลามเข้ามาแนวกึ่งกลางลำตัวไปอีกซีกหนึ่ง ของร่างกาย (ยกเว้นในกรณีที่มีภูมิต้านทานต่ำ เช่น โรคเอดส์ เป็นต้น ถ้าเกิดเป็นงูสวัด ก็อาจเป็นข้ามแนวกึ่งกลางลำตัวไปอีกซีกหนึ่งของร่างกายได้ หรือเป็นงู สวัดทั่วร่างกายได้)
อาการ
จะมีอาการ ปวดมาก เจ็บแสบร้อน บางคนคันร่วมด้วย เป็นไข้ได้ บางคนปวดจนทรมานมาก นอนไม่หลับ กลุ่มของตุ่มน้ำในนี้ จะเริ่มแห้ง และตกสะเก็ดจางหายไปใช้ระยะเวลาประมาณ 7-14 วัน ปัญหาที่เกิดขึ้น
ที่สำคัญได้แก่ อาการปวดตามแนวเส้นประสาทระยะจากที่โรคงูสวัดหายแล้ว (post herpetic neuralgia) คืออาการปวดเจ็บแสบร้อนตามแนวเส้นประสาทนี้ ถึงแม้ว่า ผื่นงูสวัดหายไปแล้ว แต่ก็ยังคงมีอาการปวดแสบร้อนอยู่ บางท่านเป็นอยู่หลายเดือนทำให้ทรมานพอสมควร มักพบในผู้ที่มีอายุมากกว่า 40 ปีขึ้นไป
         นิตยสารใกล้หมอ ปีที่ 22 ฉบับที่ 9 กันยายน 2541 
         พญ.วิญญารัตน์ ตันศิริ

วันเสาร์ที่ 2 มิถุนายน พ.ศ. 2555

เริมที่อวัยวะเพศ


ภาพ:เริมที่อวัยวะเพศ.jpg
         โรคเริมที่อวัยวะเพศนี้ เกิดจากเชื้อไวรัสที่ชื่อว่า herpes virus [HSV] ซึ่งเป็นสาเหตุที่สำคัญของการติดเชื้อที่ผิวหนัง ริมฝีปากและอวัยวะเพศและอาจจะติดเชื้อที่ส่วนอื่นของร่างกาย และอาจจะเป็นอันตรายถึงแก่ชีวิตได้ ลักษณะผื่นของโรค herpes จะเหมือนกันไม่ว่าเกิดที่ไหน จะเป็นตุ่มน้ำเล็กๆบนผิวหนังที่อักเสบสีแดง

สารบัญ

 [ซ่อนสารบัญ]

[แก้ไข] เชื้อสาเหตุ

ภาพ:เชื้อไวรัส_เริมที่อวัยวะเพศ.jpg
         เกิดจากเชื้อไวรัส herpes simplex virus (HSV) พบ HSVtype 2 ร้อยละ 70 – 95 HSV type 1 ร้อยละ 5 - 30 ระยะฟักตัว คือ 2 – 14 วัน

[แก้ไข] ลักษณะทางคลินิก

         ผู้ป่วยที่เป็นเริมครั้งแรก (first episode) มักมีไข้ อ่อนเพลีย ปวดศีรษะ ต่อมน้ำเหลืองโต มักมีรอยโรคหลายแห่ง บริเวณ penis, vulva หรือ ก้น เป็นตุ่มน้ำเล็ก ๆ มีอาการแสบร้อนและคัน จากนั้นภายใน 24 – 48 ชั่วโมง ตุ่มน้ำแตกเป็นแผลตื้น ๆ เส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 2 – 5 มิลลิเมตร มีน้ำเหลืองไหลเยิ้ม ผิวหนังบริเวณที่เป็นแผลจะบวมแดง และเจ็บปวดมาก แผลที่เกิดขึ้นถ้าไม่มีการติดเชื้อแบคทีเรียซ้ำเติม จะค่อย ๆแห้ง ตกสะเก็ด และหายได้โดยไม่เกิดแผลเป็นในเวลาประมาณ 3 สัปดาห์บางรายมีอาการปัสสาวะลำบาก หรือแสบร้อนในท่อปัสสาวะ

[แก้ไข] ผู้ป่วยชาย

ภาพ:เริมที่อวัยวะเพศ_1.jpg
         มักพบแผลที่ prepuce, glan penis, shaft ของ penis

[แก้ไข] ผู้ป่วยหญิง

         มักมีอาการรุนแรงกว่า พบที่อวัยวะเพศ ผนังช่องคลอด ปากมดลูก รอบทวารหนัก อาจมีการอักเสบของปากช่องคลอด ท่อปัสสาวะ ปากมดลูกด้วย ถ้าเป็นบริเวณปากช่องคลอด ตุ่มน้ำมักจะแตกไว ในระยะแรก จะมีขนาดโต แยกกันอยู่หลายเม็ด อยู่กันเป็นกลุ่มๆ และอยู่ใกล้ ๆกัน เมื่อตุ่มน้ำแตกจะเกิดเป็นแผลตื้นๆที่มีขอบเป็นวง ๆต่อกัน (polycyclic ulcer)
         การเกิดโรคซ้ำ (recurrence) อาการรุนแรงน้อยกว่าครั้งแรก มักมีแผลเล็ก ๆ หรือตุ่มน้ำเพียงกลุ่มเดียว ซึ่งอาจหายได้เองภายใน 7 –10 วัน ปัจจัยกระตุ้นการเกิดโรคซ้ำ ได้แก่ ความเครียด แสงแดด สภาวะร่างกายอยู่ในช่วงพักผ่อนไม่เพียงพอ ภูมิต้านทานลดลง รอบเดือน
         กรณีที่เป็นเริมที่อวัยวะเพศ ทารกที่คลอดผ่านทางช่องคลอดของมารดาที่เป็นตุ่มน้ำ หรือแผลเริมในช่วงเวลาใกล้คลอด จะมีโอกาสเสี่ยงสูงในการติดเชื้อจากมารดา (ร้อยละ 30–50) และจะมีความเสี่ยงต่ำในมารดาที่มีประวัติเป็นเริมซ้ำเมื่อครบกำหนดคลอด และมารดาที่ติดเชื้อเริมในช่วงครึ่งแรกของการตั้งครรภ์(ร้อยละ 3)